มารู้จักกรุ๊ฟเลือดของเรากัน…

หมู่เลือดหรือกรุ๊ปเลือด

เลือด

หมู่โลหิต คือ การแยกแยะเลือดเป็นหมวดหมู่ โดยทั่วไปที่ใช้มีสองระบบคือ ระบบเอบีโอ (ABO System) และ ระบบอาร์เอช (Rh System) โดยจำแนกตามแอนติเจน (Antigen) บนเม็ดเลือดแดงที่มีอยู่

ระบบหมู่เลือด

การจำแนกหมู่เลือดที่สมบูรณ์จะประกอบด้วยการระบุสารผิวเซลล์เม็ดเลือดแดง 30 ชนิด ดังนั้นหมู่เลือดของคนคนหนึ่งจะเป็นส่วนประกอบของชนิดของแอนติเจนย่อยต่างๆ ประกอบกัน สารผิวเซลล์ 30 ชนิดนี้ มีการพบแอนติเจนที่แตกต่างกันแล้วกว่า 600 แบบ แต่บางแบบเป็นชนิดหายาก อาจพบเฉพาะในบางชนเผ่าหรือเชื้อชาติ

ABO System

แบ่งออกได้เป็นสี่หมู่ คือ A , B , AB และ O (หมู่เลือด B พบมากที่สุด, A กับ O พบได้มากพอๆ กัน และ AB มีน้อยที่สุด)

Rh System   จะรายงานได้เป็นสองพวก

+ve หรือ Rh+ve คือ พวกที่มี Rh (Rhesus) Antigen บนเม็ดเลือดแดง พวกนี้จะพบได้มาก ซึ่งเกือบทั้งหมดของคนไทยเป็นพวกนี้

-ve หรือ Rh-ve คือ พวกที่ไม่มี Rh (Rhesus) Antigen บนเม็ดเลือดแดง พวกนี้จะพบได้น้อยมาก คนไทยเราพบเลือดพวกนี้เพียง 0.03% เป็นพวกที่บางครั้งอาจถูกเรียกว่าเป็นผู้มีโลหิตหมู่พิเศษ ซึ่งจะพบได้มากขึ้นในชาวไทยซิกข์ (แต่ในคนกลุ่มนี้ แม้ว่าจะมีโอกาสตรวจพบ Rh-ve ได้มากกว่าคนไทยปกติ แต่โดยส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็นพวก Rh+ve อยู่ดี) แต่คนทั่วไปเข้าใจว่า พอรู้กรุ๊ปเลือดตัวเองว่าเป็น A , B , AB และ O แล้วก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่บนพื้นผิวของเม็ดเลือดแดงเดียวกัน ยังมีสาร C, D และ E ที่เป็นตัวกำหนดหมู่เลือดในระบบอาร์เอช ซึ่งมีอยู่ 2 หมู่คือ Rh+ (Rh + Positive) และ Rh- (Rh – Negative)

ในคนไทยส่วนใหญ่ 99.7 เปอร์เซ็นต์ ค่า Rh+ ขณะที่ค่า Rh – มีเพียง 0.3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น จึงเรียก หมู่โลหิต Rh-เป็นหมู่เลือดพิเศษ ซึ่งอันตรายมากหากเกิดอุบัติเหตุ เพราะจะหาได้ยากมาก มันจึงมีความสำคัญมากในบ้านเรา

พอจะเดากันออกหรือยังว่าเลือดกรุ๊ปใดมี่เป็นกรุ๊ฟเลือดที่หายากที่สุด ถ้ายังลองมาดูกันต่อ

ตัวอย่างการรายงานกลุ่มเลือด เช่น A+ve คือเลือดกรุ๊ป A Rh+ve ตามปกติ ส่วน AB-ve เป็นเลือดกรุ๊ป AB และเป็นหมู่เลือดพิเศษ Rh-ve ซึ่งหายากที่สุด โดยปกติแล้วโลหิตหมู่ AB ในคนไทยพบน้อยกว่า 5% ซึ่งถ้าเป็น AB-ve จะพบแค่ 1.5 คน ในหมื่นคนเท่านั้น

การให้ และการรับเลือดในหมู่เลือด

คนเลือดกรุ๊ป Rh-ve ต้องรับจาก -Rh-ve เท่านั้น (หากคนเลือดกรุ๊ป Rh-ve รับเลือดจาก Rh+ve อาการข้างเคียงจะยิ่งรุนแรงมากขึ้น ในครั้งถัดๆไป)

คนเลือดกรุ๊ป O รับได้จาก O เท่านั้น แต่ให้กับกรุ๊ปอื่นได้ทุกกรุ๊ป

คนเลือดกรุ๊ป AB รับได้จากทุกกรุป แต่ให้คนอื่นได้เฉพาะคนที่มีกรุ๊ป AB

คนเลือดกรุ๊ป A รับจาก A,O แต่ให้ได้กับ A,AB

คนเลือดกรุ๊ป B รับได้จาก B,O แต่ให้ได้กับ B,AB

ถ้าเกิดกรณีฉุกเฉิน ผู้ป่วยต้องการ Rh- ในจำนวนมากเพราะว่ากำลังตกเลือดอย่างหนัก ก็มีวิธีแก้คือให้ Rh+ เข้าไปก่อน พอผู้ป่วยดีขึ้น เลือดเริ่มหยุดไหลแล้ว ผ่าตัดเย็บแผลแล้ว ค่อยเอา Rh- ที่มีไม่มากนักใส่เข้าไปตบท้าย เพราะ Rh+ที่ใส่เข้าไปในตอนแรกมันไปหล่อเลี้ยง แต่หลังจากนั้นมันจะออกมาเพราะตกเลือด

แต่การที่จะให้ Rh+ กับผู้ป่วยที่เป็น Rh- นั้น ทำได้แค่หนึ่งครั้งเท่านั้น เพราะว่าร่างกายของผู้ป่วยเป็นเนกาทีฟ พอรับเอาเลือดโพสิทีฟเข้าไป มันจะมีการสร้างแอนตี้บอดี้ ทำให้เม็ดเลือดแดงถูกทำลาย ถ้าให้ครั้งต่อไปอาจทำลายจนถึงขั้นตายได้

หมู่เลือด Rh หรือ Rh แฟกเตอร์ ( Rh blood group or Rh factor )

  1. หมู่เลือด Rh เป็นหมู่เลือดที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงเวลาถ่ายเลือด
  2. คนไทยมีหมู่เลือด Rh+ เกือบ100% ส่วนหมู่เลือด Rh- พบน้อยมากประมาณ 1 ใน 500 คนเท่านั้น
  3. หมู่เลือด Rh+ หมายถึง เลือดที่เม็ดเลือดแดงมีแอนติเจน D อยู่ แต่ไม่มีแอนติบอดี้ในน้ำเลือด
  4. หมู่เลือด Rh- หมายถึง เลือดที่เม็ดเลือดแดงไม่มีแอนติเจน D และในน้ำเลือดก็ไม่มีแอนติบอดี้ด้วย แต่สามารถสร้างแอนติบอดี้ได้เมื่อได้รับแอนติเจน D

ดังนั้นในการถ่ายเลือดให้ผู้รับ หากผู้ให้เป็นหมู่เลือด Rh+ และผู้รับเป็นหมู่เลือด Rh- ในครั้งแรกผู้รับจะไม่เป็นอะไร เนื่องจากแอนติบอดี้ ที่เกิดขึ้นยังมีน้อย

แต่ถ้าให้เลือดครั้งที่ 2 ผู้ให้เป็นหมู่เลือด Rh+ อีก จะเกิดอันตรายเนื่องจากแอนติเจน D จากผู้ให้จะกระตุ้นให้ผู้รับสร้างแอนติบอดี้ได้มาก และแอนติบอดี้ จะจับตัวกับแอนติเจน D ที่ผิวเม็ดเลือดทำให้ตกตะกอนเป็นอันตรายถึงตายได้

  1. ชายมีหมู่เลือด Rh+ แต่งงานกับหญิงมีหมู่เลือด Rh- ลูกจะมีหมู่เลือด Rh+ เนื่องจาก Rh+ เป็นลักษณะเด่น

ลูกคนแรกจะปลอดภัยเนื่องจากเซลล์เม็ดเลือดแดงของลูกพลัดหลงไปในระบบเลือดของแม่ผ่านทางรก กระตุ้นให้แม่สร้างแอนติบอดี้ต่อต้านเม็ดเลือดของลูกขึ้นมา แต่ในปริมาณน้อยและช้า

กรุ๊ฟเลือด1 กรุ๊ฟเลือด2

แต่ถ้าท้องถัดไป ถ้าลูกเป็น Rh- ก็จะไม่เป็นปัญหาอะไร แต่ถ้าลูกคนที่สองเป็น Rh+ อีก โอกาสเสี่ยงสูงมากในการเกิดโรคแทรกซ้อน เช่น ภาวะตัวเหลือง ตาเหลือง บางรายอาจถึงขั้นตาย

กรุ๊ฟเลือด3

เพราะลูกคนต่อไปจะได้รับอันตรายจากแอนติบอดี้ของแม่ เนื่องจากแม่สร้างแอนติบอดี้ได้มาก เมื่อเลือดแม่ส่งอาหารเข้าไปเลี้ยงทารกโดยผ่านทางรก แอนติบอดี้ของแม่จะทำปฏิกิริยารวมตัวกับแอนติเจน ที่ผิวเม็ดเลือดแดงของลูก ทำให้เลือดลูกตกตะกอน และลูกจะตายก่อนเกิด โรคนี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า อีรีโทรบลาสโทซิสฟีทาลิส ( erythroblastosisfetalis )

ดังนั้นถ้ารู้ว่าตัวเองมีกรุ๊ป Rh- แล้วเกิดตั้งท้อง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเตรียมป้องกันแต่เนิ่นๆ

เห็นแบบนี้กันแล้วคงต้องสำรวจและไปตรวจเลือดตัวกันแล้วว่าอยู่ในกลุ่ม Rh- หรือไม่ เพราะถ้าคุณอยู่ในกลุ่มนี้แน่นอนล่ะ คุณคือกลุ่มเล็กๆที่จะต้องดูแลซึ่งกันและกัน อุบัติเหตุจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่เราไม่สามารถทราบล่วงหน้าได้เลย หากมีโอกาศก็ควรไปบริจาคเลือดเอาไว้เป็นคลังสำรองหรืออย่างน้อยเลือดของคุณนั้นจะได้นำไปช่วยต่อชีวิตอีกหนึ่งชีวิตได้ ส่วนคนที่คิดว่าตัวเองไร้ค่า อกรัก รักคุด ตุ๊ดเมิน อยากตาย กรีดข้อมือ แนะนำให้ไปที่สภากาชาดหรือหน่วยเคลื่อนที่ให้เจ้าหน้าที่เจาะเอาเลือดอออกยังจะมีประโยชน์ซะกว่ามานั่งทำร้ายตัวเองกับความรักหรือความผิดหวัง คุณคิดว่าตัวคุณไร้ค่า แต่คุณรู้หรือไม่ว่าตัวคุณมีค่าที่จะต่อชีวิตให้ใครอีกหลายๆคนได้อยู่ต่อ

และปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นอยู่ตอนนี้นั้นคือ จำนวนผู้บริจาคเลือดในกลุ่มของ Rh- ทั่วประเทศนั้นมีอยู่ไม่ถึง 6,000 คน ซึ่งทำให้ไม่เพียงพอนั่นเอง ดังนั้นจึงอยากเชิญชวนไปร่วมกันบริจาคเลือดที่สภากาชาดไทยซึ่งคุณจะได้รู้ทันทีว่าคุณอยู่ในกลุ่ม Rh+ หรือ Rh- หรือไม่

สามารถติดต่อชมรมผู้บริจาคโลหิตหมู่เลือดพิเศษได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ โทร 0-2252-1637, 0-2263-9600 ต่อ 1770, 1752, 1753

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเข้าดูได้ที่ http://www.rh-negative.com

Advertisements
โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

หาค่า BMI และการดูแลสุขภาพ

http://www.lovefitt.com/?p=229

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

อยากสดชื่น…7 ขั้นตอนนี้จะเปลี่ยนยามเช้าของคุณไปตลอดกาล

 โดย Digital Media

เฮลโล ตอนเช้าที่แสนสดใส” มือโพส Facebook ไป ขณะที่ขนตาบนพร้อมจูบขนตาล่างอีกครั้ง ภายในใจก็บอกว่าขออีก 10 นาทีนะ…คงเป็นกันทุกคนใช่ไหมคะ หลังจากนั้นถ้าไม่พึ่งเมคอัพหรือกาแฟ คุณก็คงจะอยู่ในสภาพนี้ทั้งวัน เราเข้าใจดีเลยค่ะว่าการตื่นตอนเช้าแล้วไม่สดชื่นนั้นมันแย่ขนาดไหน ทั้งที่ก่อนนอนก็ตั้งปฏิญาณไว้ว่า พรุ่งนี้เช้าฉันจะไม่ยอมให้เตียงนอนพรากวิญญาณอีกแล้ว ฮะฮะ ฮ่า…แล้วเช้าวันต่อมาก็พบว่า “เหมือนเดิม”

วันนี้เรามี 7 ขั้นตอนที่จะเปลี่ยนยามเช้าของคุณไปตลอดกาล เพียงทำตามนี้อย่างสม่ำเสมอ แล้วคุณจะพบว่า “เหย มันดีมากอะเธอ” และที่สำคัญคุณจะมีพลังบวกที่จะทำอะไรใหม่ ๆ ตลอดวัน พร้อมแล้วไปดูเลยว่า 7 ขั้นตอนที่ว่ามีอะไรบ้าง

1. อาบน้ำ
การอาบน้ำบ่อยเกินไปจะทำให้ผิวแห้งกร้านและแบคทีเรียตามธรรมชาติที่มีประโยชน์ต่อผิวจะหายไป เราจะไม่เอาข้อนี้มาอ้าง…เพราะเราไม่ได้พูดถึงการอาบน้ำบ่อย ๆ เลย เพียงแค่เมื่อเสียงนาฬิกาปลุกตอนเช้าดังขึ้น จงเดินไปหยิบผ้าชัดตัวเข้าห้องน้ำโดยพลัน คุณอาจจะแถมความสดชื่นให้ร่างกายเพิ่มอีกนิดถ้าคุณมีเวลาโดยการ “สระผมตอนเช้า”… เราลองมาแล้วเพราะว่าดีเลยบอกต่อค่ะ

2. เคลื่อนไหวก็ได้ หรือเต้นก็ดี
ก่อนที่จะเริ่มกิจกรรมเข้าจังหวะ เราแนะนำให้หาเพลงที่ถูกกับสไตล์ที่เราชอบ สามช่าเอย ป๊อปร๊อคเอย ชอบอะไรก็ว่ากันไป ระหว่างอาบน้ำก็เปิดเพลงที่ชอบ พอคุณอาบน้ำเสร็จ เชื่อเราค่ะ “ว่าคุณพร้อมเต้นแล้ว” การเคลื่อนไหวเล็ก ๆ น้อย ๆ ในตอนเช้าเพียง 10 – 20 นาทีร่างกายของคุณจะตื่นตัวพร้อมกับการหลั่งเอ็นโดรฟิน ซึ่งเอ็นโดรฟินนี่เองค่ะจะทำให้คุณรู้สึกมีความสุข…จะมีอะไรดีไปกว่ารู้สึกมีความสุขในทุก ๆ เช้าล่ะ

3. ถ้าคุณใส่คอนแทคเลนส์..ให้รีบใส่มันด่วน                                                                                                          หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้วมั่นใจว่ามือสะอาดให้รีบใส่คอนแทคเลย เพราะการปล่อยตัวเองให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มัวราวกับภาพวาดสีน้ำนั้น มีแต่จะทำให้คุณง่วงนอนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะตอนอยู่ในห้องนอนด้วย

4. อย่านอนมากเกินไป
แต่ละคนมีเวลาที่เหมาะสมกับการนอนแตกต่างกันไป บางคนก็อยู่ที่ 8 ชั่วโมง บางคนอาจจะอยู่ที่ 6 ชั่วโมง หรืออาจจะมากกว่านั้น เรามีวิธีสำรวจตัวเองมาฝากโดยการบันทึกในตอนเช้าว่า คุณนอนไปกี่ชั่วโมง..แล้วตื่นมารู้สึกอย่างไร ทำแบบนั้นประมาณ 15 วัน แล้วเราจะเห็นตัวเลขจำนวนชั่วโมงที่ทำให้เรารู้สึกสดชื่นยามเช้า และที่ยากกว่านั้นคือ นาฬิกาปลุกแล้วไม่ยอมลุกจากเตียงทันที นอกจากจะทำให้ขี้เกียจมากขึ้นแล้ว ยังทำให้คุณสวยช้าลง ช้าลงยังไงเหรอน่ะเหรอ..ก็กว่าผมจะแห้ง รองพื้นจะเซท จะติดขนตาเสร็จ แค่สองสามอย่างนี้เวลาก็ไม่พออยู่แล้ว แต่ถ้าคุณคิดว่าแต่งหน้าไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร ลองสำรวจความมั่นใจระหวา่งวันที่คุณแต่งหน้าสดใสกับวันใดที่คุณสวยไม่เสร็จดูสิคะ

เรามีเหตุผลมาบอกด้วยว่า ทำไมการกดปุ่ม Snooze แล้วทำให้ทุกอย่างแย่ลงด้วย อ่านเพิ่มเติม : ความจริงที่ควรรู้ ก่อนเอื้อมไปกดปุ่ม snooze… z Z z …

5. ทำให้ห้องเย็นระดับหนึ่ง
มีการวิจัยว่าการนอนในห้องที่อุณหภูมิเย็นพอสมควรนั้นร่างกายจะนอนหลับได้เต็มอิ่มกว่าการนอนในห้องอุณหภูมิที่ค่อนข้างอบอุ่น และการนอนเต็มอิ่มนี่เองจะช่วยทำให้เราตื่นง่ายและไม่งอแงยามเช้าค่ะ

6. น้ำแข็งประคบ
เราอาจจะได้ยินมาบ้าง เรื่องแตงกวาเย็น หรือถุงเย็นประคบตา แต่ถ้าไม่มีเวลาเตรียมก่อนนอนล่ะ? ง่าย ๆ เลย แค่ใช้ผ้าขนหนูห่อน้ำแข็งแล้วเริ่มประคบเหนือโหนกแก้ม แล้ววนไปรอบๆใบหน้าเบา ๆ แต่อย่าประคบตรง ๆ บริเวณดวงตาเพราะอาจจะทำให้เส้นเลือดฝอยรอบตาแตกและช้ำได้…ทำทุกเช้าคุณจะรู้สึกสดชื่นราวกับมีมินิสปาที่ห้องเลย

7. ดื่มน้ำเยอะ ๆ
การดื่มน้ำเป็นสิ่งที่คุณควรทำและต้องทำตลอดเวลา นอกจากมันดีต่อสุขภาพของคุณแล้ว มันยังช่วยให้คุณนอนหลับสนิทมากขึ้นรวมถึงไม่เสี่ยงต่อฝันร้ายด้วย ดังนั้นคุณควรดื่มน้ำ 1 แก้วทั้งตอนเข้านอนและเช้าวันถัดมา

7 ข้อที่ทำตามได้ไม่ยาก ถ้าไม่รู้จะเริ่มตรงไหน…งั้นเราขอเลือกเพลง All about the bass ของ Meghan Trainor พรุ่งนี้เช้าเราจะเต้นเพลงนี้ไปด้วยกันค่ะ

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

7 อย่างที่ไม่ควรทำหลังอาหาร

คนส่วนใหญ่ คิดว่าหลังรับประทาน ควรตบท้ายด้วยของหวานหรือผลไม้ ไปจนถึงการเดินย่อย แต่รู้หรือไม่ว่านั่นเป็นความเข้าใจผิด ไปดูกันว่ามีข้อห้ามหลังรับประทานอาหารอะไรบ้าง

1. อย่าสูบบุหรี่ จากผลการทดลองของผู้เชี่ยวชาญพบว่า การสูบบุหรี่หลังอาหาร เทียบได้กับการสูบบุหรี่ยามปกติถึง 10มวน (ทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งมากขึ้น ซึ่งสูบปกติก็มีโอกาสเป็นอยู่แล้ว)

2. อย่ากินผลไม้ทันทีหลังอาหาร เพราะมันไปพองในท้องคุณ ให้กินผลไม้ 1หรือ 2ชม. ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้จะดีกว่า

3. อย่าดื่มน้ำชา เพราะว่าใบชามีความเป็นกรดสูง ทำให้โปรตีนในอาหารที่เรากินกระด้างขึ้นทำให้ย่อยยาก

4. อย่าขยายเข็มขัดหลังกินอิ่ม เพราะเป็นเหตุให้ลำไส้ไม่ปกติ

5. อย่าอาบน้ำหลังกินข้าว เพราะการอาบน้ำ จะทำให้โลหิตไหลเวียนไปที่มือ และเท้าทั่วร่างกาย เป็นเหตุให้ปริมาณโลหิตไหลเวียนบริเวณท้องก็เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ไม่เต็มที่

6. อย่าเดินหลังอาหาร แม้คุณจะเคยได้ยินว่า กินข้าวแล้วให้เดินสัก 100ก้าวจะทำให้อายุยืน ถึง 99ปี การเดินทันทีทำให้การย่อยเพื่อดูดซึมสารอาหารทำได้ไม่ดี ควรรออย่างน้อยสักชั่วโมงค่อยเดิน ถ้าต้องการ

7. อย่านอนทันที อาหารที่รับประทานเข้าไปไม่สามารถย่อยได้เต็มที่ อาจทำให้เกิดลมหรือแก๊สในทางเดินอาหาร

ที่มา : หนังสือพิมพ์ดิจิตอล Investor Station

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

ลักษณะของเบญจกัลยาณี

ลักษณะของเบญจกัลยาณีอธิบายตามความคิดเห็นของท่านผู้รู้แต่โบราณว่า

ผมงาม หมายถึง เรือนผมเป็นเงางามดุจกับหางนกยูง
ทรงผมสตรีแต่ก่อนคงจะนิยมดัดปลายงอน ท่านจึงพรรณาว่า เมื่อปล่อยย้อยยาวถึงชายผ้านุ่ง แล้วกลับมีปลายงอนขึ้นตั้งอยู่ สมัยนี้เห็ยจะกำหนดตามนี้ไม่สำเร็จ จะให้ดำเป็นเงางามหรืองอนขึ้นหรุบลงทำไม่ยาก ถึงไม่มีผมจะงามเลย ก็หาผมปลอมใส่ได้งามทันใจในพริบตา

เนื้องาม หมายถึง ริมฝีปากงาม เช่นกับผลตำลึง
คงหมายความว่ามีสีแดงดุจผลตำลึงสุก สาวยุคนี้อย่าว่าแต่สีผลตำลึงสุกเลย จะให้เป็นสีผลอะไรก็ได้ สีทาปากทำไว้พร้อมเสร็จ สีมะละกอ สีลิ้นจี่ หรือสีทับทิมออกคล้ำ ออกม่วง ออกเหลือง มีให้เลือกตามใจชอบ

กระดูกงามหมายถึง มีฟันขาวเรียบดุจสังข์ที่ขัดดีแล้ว
ฝรั่งไม่เคยเห็นสังข์และไม่รู้ค่า จึงเปลี่ยนให้เป็นไข่มุกแทนฟันเป็นอย่างเดียวที่ขัดสีปานใด ก็ไม่อาจขาวเงางามเรียบได้ถ้าสุขภาพฟันไม่มีเป็นปฐม ยาเคลือบฟันให้ขาวพอใช้ได้ชั่วครั้งชั่วคราว

ผิวงาม คือละเอียดอ่อน
สีผิวไม่สำคัญ ผิวดำก็สวยได้ ถ้าเกลี้ยงเกลามีเลือดฝาดสมบูรณ์

วัยงาม หมายถึง เนื้อหนังเต่งตึงอยู่จนแก่
ตำนานเรื่องนางวิสาขา ผู้สร้างปุพพรามปราสาทถวายเป็นวัดครั้งพุทธกาลชมนางวิสาขาว่าวัยงามนักหนา นางมีบุตรชาย 10 บุตรหญิง 10 บุตรชายหญิงมีบุตรชายหญิงอีกคนละ 10 ตลอดชีวิตของนางมีบุตรหลายถึง 8,420 คน นางวิสาขาไปที่ใด บุตรหลานห้อมล้อมไปเป็นหมู่ ผู้คนดูไม่ออกว่าคนไหนคือนางวิสาขา เพราะเห็นเป็นหนุ่มเป็นสาวเสมอเหมือนกันหมด นางวิสาขามีอายุยืนถึง 120 ปี และเป็นลูกสาวเศรษฐี ได้กินอิ่ม นอนหลับเต็มที่ ประกอบกับใจบุญด้วย จึงงามทั้งกายใจ

5 ประการนั้น ต้องการรากฐานจากธรรมชาติ งาม 4 ประการแรก ทำให้เกิดความงามประการสุดท้าย จะให้งามนอกต้องทำให้งามในได้ก่อน ^^

เครื่องสำอางโปะปะไว้เสริมสวยได้ชั่วครู่ชั่วยาม สู้กินให้สวยไม่ได้ ประจวบกับอาหารหลักของคนไทย ก็มี 5 หมู่ ตรงตัวเลขกันเลยจำได้ง่ายว่า กินอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ เพื่อความเป็นเบญจกัลยาณี

ที่มา : หนังสือ คิดอย่างผู้หญิง โดย สมศรี สุกุมลนันทน์

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

การออกกำลังกายให้ได้ประโยชน์สูงสุด..

ออกกำลังกาย ให้ได้ประโยชน์สูงสุด

ก่อนที่จะทำสิ่งใดก็แล้วแต่ เราทุกคนควรจะศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ เอาไว้บ้าง เพื่อเป็นข้อมูลในการคิด ตัดสินใจ หรือเป็นแนวทางในการปฏิบัติ

เรื่องการออกลังกายก็เช่นกัน แม้จะดูเป็นเรื่องง่าย ๆ ธรรมดา ๆ แต่ก็ไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ เห็นคนอื่นเขาวิ่ง ว่ายน้ำ หรือเต้นแอโรบิก ซึ่งเป็นการออกกำลังกาย ฯลฯ กันสนุกสนาน วันดีคืนดีนึกสนุกขึ้นมาอยากทำบ้าง ก็ลุกขึ้นมาทำตาม ไม่ได้เด็ดขาด โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบแอโรบิก ซึ่งเป็นการออกกำลังกายที่ค่อนข้างหนัก เพราะต้องทำให้หัวใจเต้นเร็วและแรงมาก และด้วยเวลาที่ต่อเนื่องกันนานพอสมควร

ดังนั้น ผู้ที่สนใจจะเริ่มออกกำลังกายแบบนี้ จึงต้องมีการเตรียมตัวอย่างมีขั้นตอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุ ผู้ที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน หรือผู้ที่เคยออกกำลังกายบ้างแต่หยุดไปนานแล้ว ก็จะต้องเริ่มต้นจากศูนย์ใหม่ เริ่มทำด้วยความระมัดระวัง ไม่เช่นนั้นจะมีโอกาสบาดเจ็บได้ง่ายมาก อย่างน้อยก็มีอาการปวดเมื่อย เคล็ดขัดยอก หรือกล้ามเนื้ออักเสบ ฯลฯ ซึ่งจะพบได้บ่อยมาก

การออกกำลังกายเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด ควรดำเนินไปตามหลักการต่อไปนี้คือ
1. ต้องใช้วิธีค่อยทำค่อยไป คือเริ่มต้นด้วยการออกกำลังกายแบบเบาๆ ก่อนสักระยะหนึ่ง แล้วค่อยๆ เปลี่ยนเป็นการออกกำลังกายที่หนักขึ้น เช่น เดินเร็วๆ ก่อนในระยะแรก เมื่อร่างกายเคยชินหรืออยู่ตัวแล้ว จึงค่อยขยับเป็นการวิ่งเหยาะๆ ฯลฯ
2. ต้องให้ทุกส่วนของร่างกายมีการเคลื่อนไหว ไม่ใช่ออกกำลังกายแต่เพียงเฉพาะส่วน ไม่เช่นนั้นร่างกายก็จะไม่แข็งแรงสมบูรณ์อย่างแท้จริง
3. การออกกำลังกายต้องทำเป็นประจำสม่ำเสมอ จะทำทุกวัน ทุก 2 วัน หรือ 3 วัน ก็แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละคน แต่ควรออกกำลังกายให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ แล้วถ้าหากไม่มีความจำเป็นหรือเหตุขัดข้องใดๆ ควรออกกำลังกายในเวลาเดียวกันทุกครั้งก็จะเป็นสิ่งที่ดีมาก ซึ่งอาจจะเป็นเวลาเช้า หรือเวลาเย็นก็ได้
4. ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพหรือ มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ ความดันเลือดสูง โรคเบาหวาน โรคข้อต่างๆ หรือมีความผิดปกติของหลอดเลือด ฯลฯ ก่อนออกกำลังกายเพื่อฟื้นฟูสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์ที่ทำการรักษาอยู่ว่าจะออกกำลังกายได้ไหม หรือควรจะออกกำลังกายแบบใด

อย่าลืมว่าถ้าเราประเมินสภาพร่างกายของตัวเองผิดพลาด จะทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพมากขึ้น และในความเป็นจริง เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมากพอสมควรสำหรับผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์

 

ข้อมูลจาก
นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่: 272

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | 1 ความเห็น

การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่ถูกต้อง

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น